ผลการวิจัยของดีลอยท์พบว่า แม้องค์กรไทยกำลังก้าวหน้าด้านการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลอย่างรวดเร็วกว่าที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ยังคงเป็นความท้าทายที่หลายองค์กรไม่สามารถก้าวข้ามได้ แม้จะมีความมุ่งมั่นและการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากผลสำรวจการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของประเทศไทย ปี 2569: ด้าน AI สำหรับองค์กร (Thailand Digital Transformation Survey 2026 – Enterprise AI Focus) ของดีลอยท์ ประเทศไทย สัดส่วนขององค์กรไทยในขั้นระดับความพร้อม “Becoming Digital” เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 28 เป็นร้อยละ 42 ภายในปีเดียว (เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดที่ร้อยละ 50) สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น ลดการทำงานแบบแยกส่วน (Siloed) และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
องค์กรไทยยังคงลงทุนด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ โดยในปี 2569 ร้อยละ 48 ของงบประมาณด้านดิจิทัลถูกจัดสรรเพื่อยกระดับการดำเนินงาน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 39 ในปีก่อนหน้า ขณะที่การนำ AI มาใช้งานก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันองค์กรร้อยละ 61 มีการนำ AI มาใช้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 47 ในปีที่ผ่านมา
แม้ว่าจะมีการนำ AI มาใช้เพิ่มมากขึ้น แต่องค์กรจำนวนมากยังคงเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนความคาดหวังให้เป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีเพียงองค์กรร้อยละ 19 ที่สามารถขยายการใช้ AI ไปสู่หลายหน่วยงานทั่วทั้งองค์กร ขณะที่เหลือ ยังคงอยู่ในขั้นของการทดลองหรือโครงการนำร่อง ทั้งนี้ ร้อยละ 71 ขององค์กรยอมรับว่าสามารถบรรลุผลลัพธ์จาก AI ได้เพียงบางส่วนของเป้าหมายที่วางไว้เท่านั้น
องค์กรไทยยังไม่สามารถบูรณาการ AI ให้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ
องค์กรต่าง ๆ ยังไม่ได้บูรณาการ AI เข้ากับการดำเนินธุรกิจได้เข้าถึงทุกภาคส่วนของธุรกิจ โดยผลการวิจัยพบว่าองค์กรเกือบร้อยละ 70 ระบุว่า AI เป็นความรับผิดชอบของฝ่าย IT เป็นหลัก มากกว่าจะเป็นวาระร่วมของทุกสายงานในองค์กรที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ

นายโรเบิร์ต กัลลาเกอร์ ลีดเดอร์ด้านเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า “แม้องค์กรไทยจะลงทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่หลายองค์กรยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรได้ เนื่องจากความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดย AI ยังถูกมองว่าเป็นโครงการของฝ่าย IT มากกว่าที่จะเป็นวาระสำคัญที่ขับเคลื่อนโดยภาคธุรกิจ ตราบใดที่ผู้นำธุรกิจไม่ได้เข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางและการประยุกต์ใช้ AI และให้ฝ่าย IT ทำหน้าที่สนับสนุนด้านเทคโนโลยีและผลักดันการนำไปปฏิบัติ ช่องว่างระหว่างความคาดหวังกับผลลัพธ์ก็จะยังคงอยู่”
ผลสำรวจยังพบว่าร้อยละ 71 ขององค์กรระบุว่าการขาดแคลนบุคลากรและทักษะด้านเทคนิคเป็นอุปสรรคสำคัญในการนำ AI มาใช้ ขณะที่ร้อยละ 40 ประสบความท้าทายในการระบุกรณีการใช้งาน (Use Cases) ที่เหมาะสม นอกจากนี้ หลายองค์กรยังต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI โดยร้อยละ 38 ระบุว่าข้อมูลยังไม่พร้อมสำหรับการใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และองค์กรในสัดส่วนเดียวกันมองว่ายังคงต้องเพิ่มระดับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
เพื่อขยายการนำ AI มาใช้ให้เกิดผลอย่างเต็มรูปแบบ องค์กรจำเป็นต้องพัฒนาทักษะด้าน AI ให้ครอบคลุมพนักงานทุกระดับ โดยผลสำรวจพบว่า องค์กรไทยส่วนใหญ่ยังจัดการฝึกอบรมด้าน AI ให้กับพนักงานไม่ถึงร้อยละ 30 ของจำนวนพนักงานทั้งหมด
การปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อยกระดับการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาทักษะด้าน AI เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของ AI ได้ องค์กรจำเป็นต้องออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อให้มนุษย์และ AI สามารถทำงานร่วมกันและเสริมจุดแข็งของกันและกัน โดยให้มนุษย์มุ่งเน้นไปที่งานที่สร้างมูลค่าสูง ขณะที่ AI ช่วยจัดการงานที่เป็นกิจวัตรและงานที่มีลักษณะซ้ำซ้อน
นายเทวินทร์ ทัศนเจริญ ผู้อำนวยการ บริการด้านเทคโนโลยีและการปฏิรูปองค์กร ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า “การยกระดับทักษะของบุคลากรเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการเท่านั้น องค์กรที่สามารถสร้างคุณค่าจาก AI ได้อย่างแท้จริง ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ใหม่ แต่กำลังนำ AI มาปรับโฉมกระบวนการดำเนินงาน รูปแบบธุรกิจ และจุดเชื่อมต่อกับลูกค้า โดยใช้จุดแข็งของ AI เป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งนี้ แม้องค์กรที่เริ่มนำ AI มาใช้ก่อน จะสามารถสร้างผลลัพธ์ระยะสั้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนได้แล้ว แต่โอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจไทยในระยะต่อไป คือการนำ AI มาใช้สร้างประสบการณ์ลูกค้ารูปแบบใหม่ และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดด”
จากผลสำรวจ พบว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 50) ขององค์กรที่มีส่วนร่วมในการวิจัยระบุว่า การนำ AI มาใช้ช่วยลดต้นทุนได้ ขณะที่ร้อยละ 48 ระบุว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในการทำงาน และอีกร้อยละ 48 เห็นว่า AI ช่วยให้ระบบหรือซอฟต์แวร์ใหม่ถูกนำมาใช้งานได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม มีองค์กรเพียงร้อยละ 9 เท่านั้นที่ระบุว่า AI สามารถช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้กับธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน มากกว่าการนำ AI มาเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ
นายโรเบิร์ต กล่าวเสริมว่า องค์กรยังต้องสร้างรากฐานที่เอื้อต่อการใช้ AI เพื่อให้เกิดคุณค่าทางธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่มีคุณภาพและสามารถนำไปใช้ได้จริง การปรับรูปแบบการทำงานให้สอดรับกับ AI และกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน ดังนั้น องค์กรที่สามารถเชื่อมโยงโครงการ AI ต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันภายใต้รูปแบบการดำเนินงานเดียวกัน จะต่อยอดไปสู่โอกาสในการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆ ได้อีกด้วย ทั้งนี้ การลงทุนด้าน AI ในระยะถัดไปเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ไปสู่ขีดความสามารถเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยพลิกโฉมรูปแบบธุรกิจ เสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

ผลสำรวจการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของประเทศไทย (Thailand Digital Transformation Survey) ของดีลอยท์ จัดทำอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้นำองค์กรใน 6 อุตสาหกรรม ระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2569 และเสริมด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้นำองค์กร เพื่อสะท้อนมุมมองและทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการประยุกต์ใช้ AI ของภาคธุรกิจไทย
โดยสรุป
-ผลการวิจัยล่าสุดของดีลอยท์แสดงให้เห็นว่า สัดส่วนขององค์กรไทยที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในขั้นกลางถึงขั้นสูง เพิ่มขึ้นจาก 28% เป็น 42% เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
-การนำ AI มาใช้ในองค์กรยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย 61% ขององค์กรไทยได้นำ AI มาใช้งานแล้ว
+ครึ่งหนึ่งขององค์กรต่าง ๆ รายงานว่า AI ช่วยลดต้นทุนได้ แต่มีเพียง 9% เท่านั้นที่มองว่า AI ช่วยสร้างรายได้ใหม่ ขณะที่อีก 81% ยังไม่สามารถต่อยอดการใช้งาน AI ให้ขยายผลไปไกลกว่าโครงการนำร่องได้
-องค์กรเกือบ 70% ยังคงมองว่า AI เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายไอทีเป็นหลัก มากกว่าที่จะเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องร่วมมือกันจากหลายฝ่ายในองค์กร
-71% ขององค์กรระบุว่าการขาดแคลนบุคลากรและทักษะด้านเทคนิคเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด ขณะที่ 40% ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการระบุการใช้งาน AI และ 38% ยังติดขัดด้านความพร้อมของข้อมูลและความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานที่สำคัญ